個人檔案...My WoMb BeLonG$ tO Me...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
|
...My WoMb BeLonG$ tO Me!!...All BeCause of "FeMiN!ne" 11月3日 Da La$t MomenT
ไฟ Fade In ชายหญิงนั่งบนเก้าอี้ไม้คนละมุม หันหลังให้กัน ก้มหน้า, Spot Light Light Blue ส่องทั้งคู่ “คุณยังรักผมมั้ย??” เขาถามด้วยเสียงแผ่วเบา เธอกระแทกกายลุกขึ้น หันขวับไปที่เขา แววตาแข็งกร้าว “……..คุณต้องการอะไร?” เธอถามกลับ ราวกับคำถามของเขาเป็นความผิด “ยังจำได้มั้ย? ...กายห่าง...ระยะทาง...แค่นั้น... ข้อความที่เธอเคยส่งให้เขาเมื่อหลายเดือนก่อน ถูกส่งกลับมา Spot Light ชาย Fade Out, Spot Light หญิงยังคงส่องอยู่ เธอก้มหน้าจ้องข้อความในมือถืออยู่อย่างนั้น 10 sec. Spot Light หญิง Fade Out เสียงของเธอดังก้องขึ้นในความมืด ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างเนิบช้า ประโยคที่เธอพูดกลับเร่งรัวจนเขาฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ...ยกเว้น คำสุดท้าย... Flash Light สว่างวาบขึ้นในความมืด แค่ครั้งเดียว...เท่านั้น!! 9月23日 Super Tight!! Super Fight!!และแล้ว ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก็มาถึง
ชีวิตช่วงนี้มีแต่งาน และการเดินทาง
เครียด เหนื่อย เมื่อย และหิว(ตลอดเวลา)
นอนวันละ 3-4 ชั่วโมงมาหลายวันแล้ว
ไม่รู้ว่า จะดีใจ หรือ เสียใจดี ที่ทุกวันนี้ยังคงมีงานให้ทำมากมาย
มีเรื่องต่างๆ ให้ต้องคิดและตัดสินใจ
อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งยืนยันว่า ฉันยังคงมีลมหายใจที่มากกว่าหายใจทิ้งขว้างไปวันๆ
และก็เพิ่งรู้ว่า นอกจากเจ้าตัว "โอกาส" มันจะเล่นตัวแล้ว
มันยังเอาแต่ใจด้วย อยู่ๆ จะมา ก็มากันยกใหญ่
แต่พอเบื่อ ก็หนีหายไปจากชีวิตคนเราซะดื้อๆ
ฉันเอง เพิ่งได้รับโอกาสครั้งยิ่งใหญ่
ให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปถ่ายทำ Short Film ร่วมกับเยาวชนญี่ปุ่น ในฐานะนักข่าวเยาวชนไทย
ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งในงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 120 ปี ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น
แต่ถ้าจะให้ท้าวความว่าไปยังไงมายังไง ถึงได้ไปได้
มันก็จะยาวเกินไป เอาเป็นว่า ฉันอยู่เฉยๆ แล้วเจ้าโอกาสก็วิ่งมาใส่ฉันเอง
แล้วยังจะมีโอกาสได้ไปประชุมงานที่เกาหลีของบริษัทอีก
เกาหลีที่ฉันใฝ่ฝันมานาน ในที่สุดก็จะได้ไปแว้วววว
แต่การไปคราวนี้ กลับมาพร้อมกับภาระ ความรับผิดชอบที่หนักทีเดียว
และเมื่อได้เห็นตารางงานแล้วเหนื่อยจริงๆ
เริ่มจาก...
24 Sep บินแต่เช้า เข้าสู่แดนอาทิตย์อุทัย กว่าจะถึงที่นั่น อาทิตย์คงคล้อยต่ำแล้ว
25 Sep เช้าตรู่ ประชุมร่วมกันระหว่างเยาวชนและผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองประเทศ ที่สถานทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว
25 Sep บ่าย ออกเดินทางไปเมือง Ibaraki ซึ่งเป็น Main Location เพื่อตามติดชีวิตเยาวชนญี่ปุ่น-คนเดินเรื่อง
26-27 Sep เดินสายเก็บภาพในเมือง Ibaraki เมืองชนบทที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภูเขา ทะเล สายลม แสงแดด
28-29 Sep เดินทางกลับเข้ากรุงโตเกียว เพื่อเก็บภาพประกอบ
30 Sep เช้าตรู่ ประชุมร่วมกันระหว่างเยาวชนและผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ที่สถานทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว
30 Sep บ่าย ได้เที่ยวแล่นแต๊ สมใจนึกจริงๆ เสียที ^o^
1 Oct มีเวลาลั้นลาอีกหนึ่งวัน ตอนเย็นขึ้นเครื่องบินกลับกรุงสยาม (เสียที)
2 Oct ไปทำงานด้วยอาการสะลึมสะลือ ได้ข่าวว่ามีประชุมบ่ายด้วย >o<
4 Oct เยาวชนญี่ปุ่นบินมาไทย(มั่ง) เพื่อตามติดและถ่ายทำชีวิตฉัน ตัวแทนเยาวชนไทย-คนเดินเรื่อง
5 Oct เช้าถึงบ่าย ประชุมร่วมกันระหว่างเยาวชนและผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองประเทศ ที่ศูนย์ข่าวเยาวชนไทย
6-8 Oct เดินสายถ่ายทำตามสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี ที่อยู่ของฉัน
9 Oct พาเยาวชนญี่ปุ่นไปเที่ยว(มั่ง)
10-11 Oct ตัดต่อ และเตรียมจัfแสดงผลงาน
12 Oct เช้ายันเย็น จัดแสดงผลงาน และนำเสนอ Short Film ซึ่งเยาวชนไทยและญี่ปุ่นผลิตร่วมกันต่อท่านทูตทั้งหลายและSponsor
13 Oct เยาวชนญี่ปุ่นเดินทางกลับบ้านเกิด เยาวชนไทยอย่างฉันต้องบินไปประชุมงานบริษัทกับทีมเกาหลี แต่เช้าตรู่ ToT
14-15 Oct ประชุมตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
16 Oct บินกลับกรุงสยามแต่เช้า
17-19 Oct เคลียร์งานและการบ้านที่หมกไว้ทั้งปวง
20-21 Oct เรียนตั้งแต่เช้ายันเย็น
22 Oct ออกเดินทางไประยอง ตั้งแต่เช้า เพื่อจัด English Camp ของบริษัทให้แก่เด็กเล็ก
23-25 Oct ตายคา Camp
26 Oct รีบบึ่งกลับเข้ากรุงแต่เช้า เพื่อมาสอบภาษาอังกฤษที่มหา'ลัย >o<
27-28 Oct Final Exam จะรอดป่าว ก็ไม่รู้ >o<
...หลังจากนี้ ชีวิตฉันคงมีอะไรเข้ามาอีก ก็ไม่รู้แล้วล่ะ...เฮ้อ...
9月18日 The L!ttlE AnglEนางฟ้าน้อย
ณ ดวงดาวดวงเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า อยู่กึ่งกลางระบบสุริยจักรวาล ซึ่งแม้จะไม่ห่างไกลจากโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ซักเท่าไร แต่สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงเล็กๆ นั้น กลับตัดขาดออกจากโลก และมีเพียงเรื่องเล่าที่มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์เป็นตำนานเล่าแก่ลูกหลานของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้นต่อๆ กันมา
สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้น ล้วนแต่มีปีกเล็กเรียวยาว ซึ่งเปราะบางใส หากให้พวกมนุษย์ให้คำจำกัดความสิ่งมีชีวิตนี้คงไม่มีที่สิ้นสุด บางทีอาจจะเป็น “ผึ้ง” หรือ “แมลง” ถ้าเป็นมนุษย์ที่ใส่แว่นหนา ซึ่งเรียกตนเองว่านักวิชาการ อาจให้คำจำกัดความว่า “สิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายทางชีวิต” ที่เมื่อฟังแล้ว ต้องขอคำแปลอีกรอบ แต่จะเป็นอะไรก็แล้วแต่เถอะ สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ พึงใจที่จะเรียกตนเองว่า “นางฟ้า” ที่สุด
เหล่านางฟ้าชอบที่จะตื่นขึ้นมาก่อนแสงสว่างแรกปรากฏในตอนเช้า และเข้านอนเมื่อแสงสุดท้ายลับตาไม่นาน ตลอดเวลาภายใต้แสงสว่างของระบบสุริยจักรวาล เหล่านางฟ้าล้วนมีความสุขกับการทำความสะอาดและจัดการสิ่งส่วนเกินบนดวงดาวเล็กๆ อันเป็นที่พำนักของพวกเธอ สิ่งที่ต้องทำเหล่านี้ ไม่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้กันอย่างเป็นระบบ หากแต่เกิดขึ้นได้เองโดยสัญชาตญาณ ...ไม่สิ...น่าจะเป็นการลอกต้นแบบมากกว่า ทุกๆ วันชีวิตของพวกเธอจะมีเพียงแค่การดูแลดวงดาวส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ และแต่งปีกของเธอให้สวยงามอยู่เสมอ ไม่มีกิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือจากนี้...อีกแล้ว
เรื่องการกำเนิดของนางฟ้าไม่เป็นที่ปรากฏชัด แม้แต่เหล่านางฟ้าเองก็ไม่เคยรับรู้ หลายสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันท่ามกลางความคลุมเครือ แล้วทุกอย่างก็กลัสู่สภาวะปกติ สิ่งเหล่านี้คือปกติวิสัยของชาวนางฟ้า หากแต่ไม่ใช่นางฟ้าน้อยๆ องค์หนึ่ง ที่มักเกิดความสงสัยในทุกสิ่งรอบตัว เธอไม่เข้าใจในระบบการดำรงชีวิตของชาวนางฟ้าด้วยกัน แต่เมื่อเธอถาม เธอมักได้รับคำตอบที่คลุมเครือยิ่งกว่า
“หนูเกิดมาจากไหนจ๊ะ?” เธอถามนางฟ้าองค์ใหญ่ “หนูยังเด็กอยู่ เดี๋ยวโตขึ้นก็เข้าใจ” นางฟ้าองค์นั้นตอบ...อย่างคลุมเครือ
“ทำไมเราต้องตื่นก่อนแสงแรกของวัน เพื่อมาทำความสะอาดและกำจัดสิ่งส่วนเกินบนดวงดาวด้วยล่ะจ๊ะ?” เธอยังไม่สิ้นความสงสัย “จะสงสัยไปทำไม เขาทำๆ กันมา ก็ทำไปเถอะน่า” นางฟ้าองค์โตกว่าตอบ
ความสงสัยของนางฟ้าน้อยเป็นที่เลื่องลือ และมีมากมายเสียจนนางฟ้าทุกองค์เอือมระอาที่จะตอบคำถามต่อไป เว้นเสียแต่เจ้าก้อนหินก้อนเล็กที่ถือว่าเป็นส่วนเกินบนดวงดาวด้วยเช่นกัน เจ้าก้อนหินอยากรู้คำตอบในคำถามของนางฟ้าองค์น้อย พอๆ กับอยากที่จะดำรงอยู่บนดาวดวงนั้นต่อไป ก่อนที่จะถูกโยนทิ้งไปนอกดวงดาว เจ้าก้อนหินพยายามแฝงเร้นกายตนให้กลืนหายไปบนดาวดวงน้อยได้นานที่สุด และหวังว่าจะได้เจอกับนางฟ้าน้อยเพื่อช่วยค้นหาคำตอบเหล่านั้นได้บ้าง และแล้ววันหนึ่ง นางฟ้าน้อยก็เดินมาพบเจ้าก้อนหินในระหว่างที่กำจัดส่วนเกินบนดวงดาว เธอกำลังจะโยนก้อนหินทิ้งไปเช่นเดียวกับที่ใครๆ ในดวงดาวก็ต้องทำกัน
“ช้าก่อน นางฟ้าน้อย ฉันมีข้อเสนอมาแลกเปลี่ยน” เจ้าก้อนหินตะโกนทัดทานนางฟ้าน้อย
คิ้วข้างขวาของนางฟ้าน้อยเลิกสูงด้วยความฉงน เธอมองก้อนหินในมือที่กำลังเงื้อขว้าง แล้วถามว่า “ข้อเสนอคืออะไร?” “ข้อเสนอก็คือสิ่งที่สองฝ่ายตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน และทั้งคู่ต้องทำตามนั้นน่ะ” เจ้าก้อนหินบอก “ข้อเสนอของเธอคืออะไร?” นางฟ้าน้อยถามต่อ “ข้อเสนอของฉันคือ ฉันจะบอกวิธีที่เธอจะหาคำตอบทุกสิ่ง ซึ่งเธอสงสัยมานานได้ แต่เธอจะต้องปล่อยให้ฉันดำรงอยู่บนดวงดาวแห่งนี้ต่อไป” เจ้าก้อนหินตอบด้วยตาเป็นประกาย “อืมมม น่าสนใจนะ--------ตกลง ฉันยอมทำตามข้อเสนอของเธอ” นางฟ้าคิดแล้วตอบ
เจ้าก้อนหินดีใจจนแทบจะกระเด้งตัวเองไปมาบนพื้นหลายๆ ตลบ แต่มันเลือกที่จะไม่ทำ มันบอกวิธีหาคำตอบของนางฟ้าน้อยว่า “เธอต้องออกจากดาวดวงนี้ไป แล้วไปหาดวงดาวที่ชื่อว่า ‘โลกบูดเบี้ยว’ เพื่อพบกับ ‘แมลงภู่’ ผู้มีปีกสวยงามไม่ต่างจากเธอ เขาเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่ควรค่าจะตอบคำถามเธอทั้งหมด และเขาต้องตอบได้แน่นอน”
นางฟ้าน้อยคิดตาม แล้วทำตามข้อเสนอของเจ้าก้อนหินอย่างซื่อสัตย์ เธอปล่อยให้เจ้าก้อนหินดำรงอยู่ต่อไปได้บนดวงดาวแห่งนี้ แล้วนางฟ้าน้อยผู้ใสซื่อเดินกลับมาที่พำนักของเธอเพื่อแต่งปีกบางใสแสนสวย เธอยังคงคิดถึงสิ่งที่เจ้าก้อนหินพูด
...เปล่า เธอไม่ได้คิดว่า มันคือเรื่องจริงหรือเรื่องปดที่เจ้าก้อนหินแต่งขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอด เพราะเธอเชื่อมั่นอยู่แล้วว่า ไม่มีเรื่องปดในระบบสุริยจักรวาล แต่เธอคิดว่าเธอจะทำตามสิ่งที่เจ้าก้อนหินพูดดีไหม?
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ก่อนแสงแรกของวันปรากฏและก่อนเหล่านางฟ้าตื่นขึ้นมาทำความสะอาดดวงดาว นางฟ้าน้อยตัดสินใจออกเดินทางไปยัง ‘โลกบูดเบี้ยว’ เพื่อตามหา ‘แมลงภู่’ ผู้ควรค่าจะตอบคำถามเธอได้ เธอแฝงกายไปกับสิ่งส่วนเกินมวลใหญ่ที่ต้องถูกกำจัดออกไปนอกดวงดาวทุกๆ เช้า สิ่งส่วนเกินต่างๆ นั้นจะถูกโยนออกไปลอยคว้างอยู่กลางระบบสุริยจักรวาล หรือบางทีก็ไปตกที่ดวงดาวอื่นๆ นางฟ้าน้อยเลือกติดไปกับสิ่งส่วนเกินมวลใหญ่ที่จะลอยไปทางโลกบูดเบี้ยว ซึ่งเหล่านางฟ้ารู้จักแค่ในตำนานที่เล่าต่อกันมา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ และแล้วนางฟ้าน้อยก็ลอยมาตกบนโลกบูดเบี้ยวได้สมใจนึก เธอมึนงงไปกับสภาวะไร้น้ำหนักในระบบสุริยะจักรวาล เคว้งคว้างท่ามกลางต้นพืชสีเขียวสูงเกือบท่วมกายที่รายล้อมรอบตัว และพื้นที่นุ่มชิ้นแฉะ “ที่นี่ที่ไหน?” เธอรู้ว่า จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ตอบคำถามเธอ แต่เธอก็ยังเปรยออกมาด้วยหวังลึกๆ ว่า จะมีบางสิ่งตอบเธอบ้าง “......” ไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ ตอบ
นางฟ้าน้อยเดินแหวกทุ่งต้นพืชสีเขียวไปอย่างไร้จุดหมาย ปลายเท้าของเธอถูกดูดจมพื้นที่ชื้นแฉะทุกย่างก้าว “~~~~” เสียงความเคลื่อนไหวของบางสิ่งท่ามกลางทุ่งพืชสีเขียวนั้น
นางฟ้าน้อยหยุดกึกในทันใด เธอเพิ่งรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตเป็นครั้งแรก นางฟ้าน้อยกวาดสายตามองรอบทิศ ...ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากพืชสีเขียวรอบกาย...เธอก้าวต่อไปเร็วขึ้น
“~~~~” เสียงความเคลื่อนไหวของบางสิ่งท่ามกลางทุ่งพืชสีเขียวนั้น ปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ใครน่ะ???~~~” นางฟ้าน้อยตะโกนถามเสียงสั่นเธอไม่ได้ต้องการคำตอบที่แท้จริงหรอก “......” ไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ ตอบ
นางฟ้าน้อยก้าวต่อไปเร็วขึ้น เร็วขึ้น จากเดินเปลี่ยนวิ่ง เธอพุ่งตรงไปข้างหน้า แม้จะไม่เห็นหนทางเลยสักนิด มีเพียงพืชต้นเขียวบดบังทุกทิศทาง
“โอ๊ยยยย” เสียงสิ่งมีชีวิตบางสิ่งร้องดังด้วยความเจ็บปวด
นางฟ้าน้อยหยุดกึก รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แข็งใต้ฝ่าเท้า เธอก้มลงมอง
“เธอเหยียบฉันเมื่อตะกี้นี้” สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาด ผู้มีแขนสองข้างเหมือนคีมป้อมขนาดใหญ่ กำลังพูดด้วยความเคือง “ฉันขอโทษจริงๆ นะจ๊ะ ฉันไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่ด้วย” นางฟ้าทรุดลงนั่งพูดกับสิ่งมีชีวิตสองคีมนั้น ใบหน้าเธอเศร้าเสียใจอย่างที่สุด “เอาเถอะๆ ไม่เป็นไร ทีหลังก็เดินดีๆ แล้วกัน ก้ามฉันจะหักไหมเนี่ย...ว่าแต่เธอมาจากไหนล่ะ? ฉันไม่เคยเห็นเธอในทุ่งนาแห่งนี้มาก่อนเลย” เจ้าสิ่งมีชีวิตสองคีมถามนางฟ้าน้อย “ฉันคือนางฟ้าน้อย มาจากดวงดาวเล็กๆ ซึ่งอยู่ศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล ฉันมาตามหา ‘แมลงภู่’ ผู้ซึ่งจะตอบคำถามที่เป็นความลับของดวงดาวฉันได้ ตามที่เจ้าสิ่งส่วนเกินน้อยๆ บนดวงดาวบอกฉัน” นางฟ้าน้อยตอบ “แมลงภู่รึ หน้าตามันเป็นยังไงกัน ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน” สิ่งมีชีวิตสองคีมสงสัย “ฉันไม่รู้เหมือนกันจ้ะ แต่เจ้าสิ่งส่วนเกินบนดวงดาวบอกว่า ‘แมลงภู่’ มีปีกสวยงามเช่นเดียวกับฉันน่ะ” นางฟ้าน้อยตอบเจ้าสองคีม หวังว่ามันจะช่วยเธอตามหาแมลงภู่ได้ “....เอ ฉันรู้จักสัตว์อยู่ตัวนึง มันมีปีกเหมือนเธอเนี่ยแหละ ชื่อ แมง... แมงอะไรซักอย่างเนี่ย บางทีมันอาจจะใช่สิ่งมีชีวิตที่เธอหาอยู่ก็ได้นะ” เจ้าสองคีมบอก คีมทั้งสองของมันอ้าและหุบอยู่ตลอดเวลา เหมือนเป็นอาวุธที่คอยป้องกันตัวจากสิ่งมีชีวิตอื่น “จริงเหรอจ๊ะ เธอช่วยพาฉันไปพบเขาทีสิจ๊ะ” นางฟ้าน้อยขอร้องเจ้าสองคีม “ไม่ได้หรอก ฉันไม่ว่างหรอกนะ อีกอย่างเธอก็ไม่มีค่าตอบแทนให้ฉันด้วย” เจ้าสองคีมพูด “ค่าตอบแทน?” นางฟ้าน้อยสงสัยอีกแล้ว “ช่างเถอะ ฉันรีบอยู่นะ เธอเดินไปข้างหน้านั่นแหละ เดี๋ยวก็เจอเอง” เจ้าสองคีมพูดจบก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
นางฟ้าน้อยเคว้งคว้างท่ามกลามพืชสีเขียวอีกครั้ง เธอตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า เพื่อตามหาแมลงภู่ให้เจอ และเธอจะได้รู้คำตอบทั้งหมดเสียที ---แต่นางฟ้าน้อยเดินเท่าไรก็ไม่พ้นทุ่งนาสีเขียวแห่งนี้ จนแสงสุดท้ายของวันลับตาไป และแสงแรกของวันใหม่ปรากฎขึ้น
นางฟ้าน้อยลืมตาขึ้น เห็นหยาดน้ำเกาะใบพืชต้นเขียวมากมาย อากาศยามเช้าชื้นกว่าตอนกลางวัน นางฟ้าน้อยไม่เคยเห็นหยาดน้ำสวยเช่นนี้มาก่อน แล้วเธอก็เห็นบางสิ่งบินผ่านไปด้วยหางตา
“...ต้องเป็นแมลงภู่แน่ๆ” เธอคิด แล้วรีบวิ่งไปทางที่สิ่งมีชีวิตนั้นบินผ่าน
เมื่อนางฟ้าน้อยไปถึง เธอเห็นสิ่งมีชีวิตร่างสีน้ำตาล มีหกขา และที่สำคัญคือมีปีกยาวอย่างที่เจ้าก้อนหินบนดวงดาวของเธอบอก ต่างตรงที่ปีกนั้นสีน้ำตาล ไม่ใช่บางใสเหมือนปีกของเธอ
“เธอคือแมลงภู่ใช่ไหมจ้ะ เธอตอบฉันทีสิ ว่าฉันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมเหล่านางฟ้าบนดวงดาวฉันต้องตื่นขึ้นมาก่อนแสงแรกของวัน เพื่อทำความสะอาดสิ่งส่วนเกินบนดวงดาวด้วย?” นางฟ้าน้อยถามรุกเร้า “....เธอพูดอะไรของเธอน่ะ” เจ้าสิ่งมีชีวิตปริศนาถามกลับ “อ้าว ก็เธอคือแมลงภู่ ผู้มีปีกแสนสวย และควรค่าจะตอบคำถามของฉันได้...ไม่ใช่หรือจ๊ะ??” นางฟ้าน้อยถาม “เธอว่า ฉันปีกสวยจริงๆ เหรอ ...ไม่เคยมีใครชมฉันอย่างนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย แต่เอาเถอะ ฉันจะช่วยตอบคำถามของเธอให้ก็ได้”
เจ้าสิ่งมีชีวิตปริศนา ผู้มีปีกหลงระเริงคำชมของนางฟ้าน้อย ซึ่งมันไม่เคยได้มาก่อนในชีวิต ‘แมลงภู่’ อะไร มันไม่รู้จักหรอก แต่มันก็ชื่อว่า ‘แมง’ ที่ไม่ต่างจาก ‘แมลง’ ซักเท่าไร บางทีมันอาจจะเป็น ‘แมลงภู่’ นั่นก็ได้ และนางฟ้าน้อยเอง ก็มีปีกยาว สวยบางใสอย่างน่าหลงใหลเป็นที่สุด ถ้ามันได้ครอบครองเธอ มันต้องสุขสบายไปชั่วชีวิตแน่นอน
“เอาอย่างนี้สิ เธอหันหลังมาก่อน แล้วฉันจะกระซิบบอกคำตอบนั้นแก่เธอ” เจ้าแมลง หรือแมงซักอย่างบอกนางฟ้าน้อยด้วยตาเป็นประกาย นางฟ้าน้อยทำตามที่มันพูดอย่างว่าง่าย หวังว่าจะได้รู้คำตอบที่ไม่มีผู้ใดตอบเธอเสียที และทันทีที่เธอหันหลังให้มัน ไอ้แมงตัวนั้นก็กระโดดเกาะหลังเธอหมับ นางฟ้าน้อยตกใจสะดุ้งสุดตัว แต่มันเกาะติดแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บ ไม่มีหนทางใดที่จะสะบัดมันให้หลุดออกไปได้ นางฟ้าน้อยวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ในทุกๆ ที่ที่เธอไป ก็จะคอยมีมันเกาะหลังไปด้วยตลอดเวลา เธออยากจะกลับไปยังดวงดาวดวงน้อยของเธอเป็นที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว บัดนี้บนร่างเธอมีไอ้สัตว์ตัวหนึ่งเกาะติดแน่นอยู่ มันมีแต่จะทำให้เธอจมลึกลงในพื้นดินที่ชื้นแฉะนั้น
...เธอหนัก ...เธอเหนื่อย ...เธอเกลียดชัง แต่นับวัน มันยิ่งเกาะเธอแน่นขึ้น
‘แมลงภู่’ ผู้มีปีกแสนสวยของนางฟ้าน้อยอยู่ที่ไหน?? ใครก็ได้ ช่วยเอาไอ้แมงดาชั่วๆ ตัวนี้ ออกไปจากร่างกายและชีวิตของเธอที!!!
ผู้ชายเลวกว่าหมา!!จริงไหม?...ผู้ชายเลวกว่าหมา!!
ทำไมเป็นหมาจึงเลว และทำไมผู้ชายจึงเลวได้ยิ่งกว่าหมาเสียอีก??
...ช้าก่อนพวกคุณผู้ชายทั้งหลาย...อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย โมโหโกรธาจนควันออกหูไป ด้วยเพราะถูกกล่าวหาอย่างดูหมิ่นที่สุด แต่ใช่ว่าพวกคุณถูกกล่าวหาอย่างดูหมิ่นเช่นนี้เพียงฝ่ายเดียวเสียเมื่อไร ลองคิดดูบ้างสิ ผู้หญิงอย่างพวกฉันต่างหากที่ถูกสังคมประนามให้ตกเป็นจำเลยทางเพศมาตลอด ผู้หญิงอย่างพวกฉันเป็นทั้งส้วมที่ตั้งอยู่บ้าน เป็นทั้งนางกากี เป็นนางวันทองสองใจ เป็นแรดหนังหนาหน้าด้าน แล้วผู้ชายอย่างคุณจะเสื่อมเสียเกียรติไปกว่าผู้หญิงอย่างฉันตรงไหน ในเมื่อคุณได้รับการยกย่องให้เลวกว่าหมาแค่อย่างเดียว อันที่จริง ฉันเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าหมาเลวอย่างไร? ในเมื่อหมาคือ สัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักยิ่งของมนุษย์ ทั้งซื่อสัตย์ และฉลาด ผู้ชายอย่างคุณน่าจะดีใจ ที่ได้รับเกียรติสูงสุดให้ไปเปรียบเทียบกับหมา...จริงไหม? แต่หากจะพยายามหาที่มาที่ไปของการยกย่องผู้ชายว่า “เลวกว่าหมา” กันจริงๆ ก็น่าจะเป็นไปได้ตรงที่...หมาซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน แม้จะมีสมองที่พัฒนาสูงแล้วในบรรดาสัตว์ทั่วไป เรียกได้ว่า เกือบจะมีจิตสำนึกอย่างคนเรา มันก็รักลูกของมัน และปกป้องจากอันตรายทั้งปวง ลักษณะนี้ ฉันไม่แน่ใจว่า มีเฉพาะในหมาเพศแม่หรือเปล่า? เพราะเท่าที่เห็นจากประสบการณ์ส่วนตัว หมาเพศพ่อมักจะชิ่งทิ้งลูกไว้กับหมาเพศแม่ตลอด ประมาณว่า “ฟันแล้วทิ้ง” อันนี้เป็นไปได้ว่า มันคือปกติวิสัยของสัตว์เพศผู้ เพราะดูเหมือนมนุษย์ผู้ชายส่วนใหญ่เองก็ไม่ต่างจากหมาซักเท่าไร แต่อย่างน้อยที่สุด หมาเพศพ่อก็ไม่ทำร้ายลูกของมัน
ต่างจากพวกผู้ชายอย่างคุณ ที่แม้แต่ลูกสาวก็เอามาทำเมียได้!!!
คุณจะปฏิเสธไหม? ว่าไม่เคยได้ยิน ได้รับรู้เรื่องราวพ่อข่มขืนลูกสาวมาก่อนในชีวิต นี่ยังไม่รวมถึงกรณีญาติเพศชายข่มขืนเด็กหญิง ...เป็นไปไม่ได้หรอกที่คุณจะไม่เคยรับรู้ เพราะลักษณการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นปรากฎการณ์วิบัติของมนุษยชาติไปเสียแล้ว แทบจะทุกตำบล ทุกชุมชน มีเด็กหญิงถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจด้วยผู้เป็นพ่อ หรือปู่ ลุง อา น้าชาย พี่ชาย ...ลักษณการณ์ดังกล่าวนี้มีอยู่จริง อยู่ที่ว่าจะปรากฎแก่สายตาคุณ และทุกคนหรือไม่ แทบจะทุกวัน ทุกชั่วโมง มีน้ำตา และหยาดเลือดของเด็กหญิงหลั่งรินให้กับความเจ็บปวด และความเคียดแค้น ซึ่งเธอเหล่านั้นถูกสังเวยให้กับตัณหาความใคร่ของผู้ชายในบ้าน
แล้วผู้ชายอย่างคุณรู้สึกอย่างไร?
...อย่าตีโพยตีพาย โมโหโกรธาจนควันออกหูไปเลย ฉันว่าเพียงแค่ยกย่องให้ “ผู้ชายเลวกว่าหมา” ...ยังน้อยไป...ก็ในเมื่อความเลวทรามของผู้ชายปรากฏให้เห็นตำตาอยู่อย่างนั้น และช่วยไม่ได้ที่คุณดันเกิดเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เคยได้ยินไหม? “ปลาเน่าตัวเดียว ทำปลาทั้งเข่งเหม็นไปหมด” ...ฉันเข้าใจดี เพราะผู้หญิงอย่างฉันตกเป็นจำเลยของสังคมเช่นนั้นมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ฉันว่า มันคงถึงคราวของผู้ชายอย่างพวกคุณบ้างแล้วล่ะ...จริงไหม?
9月14日 TakE @ Re$t...Cause We’ve Walked So LongTakE @ Re$t ‘Cause We’ve Walked So Long
สภาพตึกรามบ้านช่องแบบคลาสสิก ห้องแถวประตูบานเฟี้ยมเรียงยาวแทบจะสุดถนน คราใดที่ได้เดินทอดน่องเรื่อยไปตามอิฐทางเท้านั้น ให้ความรู้สึกเหมือนฉันกำลังเดินอยู่ในยุคโก๋หลังวัง ต่างกันเพียงเลขหลักสิบปีให้หลัง
ฉัน และเขา...เราต่างมีความสุขที่ได้เดินแนบชิดกันไปตามถนนแห่งความสว่างอุ่น ฉันหลงรักถนนพระอาทิตย์สายนี้ เขาก็หลงรักมัน...เช่นกัน ฉันหลงรักเขา เขาก็หลงรักฉัน...เช่นกัน
ณ ที่นี้ เรามักมาเดินเล่นจูงมือในยามเย็น สูดกลิ่นไอเก่าๆ เมื่อพระอาทิตย์หลบพ้นร่มไม้ เราเลือกจับจองม้านั่งตัวไม่ใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณป้อมเก่าขนาดเพียงพอแค่เราสองคน ลมเย็นจากแม่น้ำพัดมากระทบใบหน้า พาความสดชื่นและชุ่มชื้นสู่เรา...มันคือ ความสุข
ฉัน และเขา...เราเดินไปตามทางเท้าบนถนนแห่งความสว่างอุ่นด้วยกัน จากสัปดาห์...เป็นเดือน...เป็นปี...เป็นหลายๆ ปี ฉันเคยมีความสุข เมื่อยามหันหลังกลับไปมองรอยเท้าของเราสองเคียงคู่กันบนทางเท้าเรื่อยยาวริมถนน ฉันเคยมีความสุข เมื่อยามเดินผ่านม้านั่งใต้ร่มไม้ตัวประจำของเราทั้งคู่ อดไม่ได้ที่จะขอนั่งอีกครั้งเพื่อนึกถึงวันเก่าๆ ฉันไม่รู้หรอกว่า เขารู้สึกเหมือนฉันรึเปล่า?
แต่ในวันนี้ ฉันรู้สึกเหนื่อยล้า และอยากพักเหลือเกิน ฉันไม่อยากเดินไปตามถนนสายเดิมที่ดูเหมือนว่าเหลือเพียงแค่...ฉัน และเขา ถนนที่เคยเต็มไปด้วยความสว่างและอบอุ่น กลับแทนที่ด้วยแสงสาดแรงกล้า ไอแดดจ้าพร้อมที่จะแผดเผาผิวกายฉันให้แสบร้อนทุกเมื่อ
ฉัน และเขา...ในวันนี้ เรากำลังเดินใต้แสงแดดจ้า ผิวกายแดงระเรื่อด้วยเกรียมแดด เราไม่ได้เดินทอดน่องอีกต่อไป แต่เดินจ้ำให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังให้ไปสู่ใต้ชายคาตึกห้องถัดไปเสียที เราไม่ได้เดินจูงมือกันอีกต่อไป ฉัน และเขาเดินแยกหน่วย ผลัดกันเป็นผู้นำ และผู้ตาม...ในบางครั้ง แน่นอนว่า ส่วนใหญ่เขาเป็นผู้นำ และฉันต้องคอยเดินจ้ำตาม…
ฉันหนื่อย...ฉันแสบ...ฉันร้อน...ฉันอยากพัก...และฉันหงุดหงิด เขาไม่เหนื่อย...เขาไม่แสบ...เขาไม่ร้อน...เขาไม่อยากพัก...แต่เขาหงุดหงิด
เราต่างมีปากเสียงกันมากขึ้น กระทบกระทั่งกันมากขึ้น ท่ามกลางอุณหภูมิใกล้จุดเดือด แดดแรงจ้า เรายังคงเดินต่อไป...ตามทางเท้านั้น และแล้ว วันนี้ก็มาถึง...ฉันตัดสินใจ...ไม่ทนอีกต่อไป
ฉันพุ่งรี่ตรงไปยังม้านั่งตัวเดิมใต้ร่มไม้ใหญ่ ที่ซึ่งเราเคยนั่งกินลมด้วยกัน เมื่อยามพระอาทิตย์หลบพ้นร่มไม้ แต่ในวันนี้ พระอาทิตย์กลับทำหน้าที่ของตนเองอย่างเกินหน้าเกินตา แสงแดดจ้าจึงลอดพ้นร่มไม้มาจนได้ ฉันทิ้งตัวเองลงตรงสุดปลายข้างหนึ่งของม้านั่งนั้น เขาเองก็เดินตามมาทิ้งตัวลงที่ปลายอีกข้างหนึ่งเช่นกัน ระยะห่างระหว่างเราดูช่างน้อยเหลือเกิน น้อยกว่าเมื่อปีก่อนที่แม้จะเป็นม้านั่งตัวเดิม แต่รู้สึกว่าใหญ่เกินพอดีสำหรับเรา
ในตอนนี้ ฉันภาวนาให้ม้านั่งยืดความยาวออกได้อีกนิด เพื่อที่ฉันจะได้คลายความอึดอัดและกดดันลงบ้าง แต่มันไม่มีประโยชน์ ฉันและเขายังคงนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายม้านั่งคนละฝั่งท่ามกลางความเงียบงัน…
“ตกลงจะเอายังไง?” เขาถามเปิดประเด็นขึ้น ทำลายความอึดอัดระหว่างเรา “ฉันอยากพัก” ฉันตอบอย่างที่ใจคิด...เป็นครั้งแรก “แล้วเย็นนี้ ใครจะทำกับข้าวให้กูกินล่ะวะเนี่ย” เขาบ่นแกมสบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย
...ลมร้อนจากแม่น้ำพัดมาปะทะใบหน้าวูบใหญ่ ฉันทำได้แค่ก้มลงมองอิฐสี่เหลี่ยมจัตุรัสใต้ฝ่าเท้าของเรา...
8月15日 Ju$t TakE a Re$tเหนื่อย
อยากพักยาว
อยากหยุดทุกสิ่ง
ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยนะ?!!!...ชั้นตั้งคำถามกับตัวเอง
..........................................................................
ทำงาน 5 วัน
เรียน ป.โท* 2 วัน
วันหยุด 0 วัน
ชีวิตมันช่างทรหดอะไรเยี่ยงนี้???
ถึงจะไม่ได้สู้ชีวิตขนาดต้องไปแบกหินโบกปูน แต่ร่างกายของชั้นมันเหนื่อยล้าเต็มที
......................................................................................................
เหนื่อย
อยากพักยาว
อยากหยุดทุกสิ่ง
ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยนะ?!!!...ชั้นยังคงตั้งคำถามกับตัวเอง...ซ้ำแล้วซ้ำอีก
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
*คณะศิลปศาสตร์ สาขาสตรีศึกษา (Women's Studies) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ป.ล. ไม่ค่อยมีเวลาอัพสเปซ+อัพเดทข่าวคราวจากเพื่อน คิดถึงทุกคนมากมายอ่ะ
ป.ล. อีกที ตอนนี้มีบ้านหลังใหม่ เอาไว้ใส่รูปภาพโดยเฉพาะ ของเค้าดีจิงๆ ต้องขอบคุณเจ๊หนู และเจ๊ไนท์ที่แนะนำ ที่นี่ค่ะ
6月24日 ซ้ำเปื่อย
เปื่อยอีกแล้วค่ะ
เปื่อยซ้ำ เปื่อยซ้อน
อย่างที่เคยเปื่อย
****************
จะมีใครมั้ย ที่เป็น "ไข้หวัดใหญ่" ซ้ำ 2 ครั้งในชีวิต
...เฮ้ย มันทรมานนะเว้ย...
ครั้งแรก เป็นตอน ม.5 ช่วงไข้เลือดออกกำลังระบาด
คิดไปคิดมา ก็ช่วงนี้นี่หว่า
หมอพานคิดว่า จะเป็นไข้เลือดออกหรือป่าว
เลยจับเอาไปตรวจเลือดซะ 2 จึ้ก
เจ็บนะ!!!!
สุดท้าย หมอสรุป เป็น "ไข้หวัดใหญ่" หลังจากเป็นไข้สูงมา 4 วัน
และยังต้องนั่งรอตรวจเกือบทั้งวัน
...นั่นเพราะ เป็นโรง'บาล รัฐ
ครั้งนี้ มันกลับมาอีกครั้ง
"ไข้หวัด"
ฉันคงได้รับเชื้อจากใครสักคนในออฟฟิศ
ได้ข่าวว่า ช่วงนี้ เป็นที่นิยมกันมากในหมู่พนักงานคุมอง
ฉันเป็นคนแรกในทีม ที่ได้รับเชื้อมา ทั้งที่ทีมฉันมีที่นั่งแยกเป็นสัดส่วนอยู่ในห้องเฉพาะ
...จากเป็นไข้...
...เริ่มเจ็บคอ...
...จากเจ็บคอ...
...เริ่มไข้สูง...
...ไข้สูงมาก...
...เจ็บคอโคตร...
...กลืนน้ำลายยังเจ็บ...
...จากฉัน...
...ไปสู่พี่ในทีม...
...และไปสู่หัวหน้า...
...หึหึ หัวหน้าบอกว่า เพราะแกคนเดียว!!!...
จะมีใครมั้ย ที่เป็น "ไข้หวัดใหญ่" ซ้ำ 2 ครั้งในชีวิต
ไม่หรอกน่า...ใครจะแจ็คพ็อตขนาดนั้น...ฉันคิด
แต่แหม๋ ...อาการมันคุ้นๆ นะ
เหมือนเมื่อสมัยเอ๊าะๆ เลย
เริ่มจากวันอังคาร...ไปวันพุธ...ไปวันพฤหัส...ไปศุกร์
แต่ฉันก็ยังฝืน ไปทำงาน ไปเรียน
ในที่สุด ร่างกายมันเอาจริง
บอกว่า "กรูไม่ไหวแล้วนะ"
22 มิถุนายน 2550 เวลา 21.00 น.
หลังจากเลิกเรียนภาษาอังกฤษ ที่ธรรมศาสตร์
ฉันเดินออกจากห้องด้วยสภาพอิดโรย รู้..ว่าตัวร้อน
ขึ้นนั่งในรถ แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเย็นแล้ว แต่ปวดหัวมาก
คนขับรถที่นั่งเคียงข้าง จับตัว กุมมือแล้วบอกว่า
"ตัวร้อนมากต่างหากล่ะ"
********************
ไฟนีออนบนเพดานเคลื่อนผ่านตัวฉัน อันแล้วอันเล่า
เปล่า มันไม่ได้เคลื่อน ...ฉันต่างหากที่เคลื่อนไปบนเปลนอน
หลังจากคำนวณค่าใช้จ่าย และตัดสินใจอยู่เกือบชั่วโมง
เพื่อตกลงตามคำที่แพทย์เสนอแกมบังคับ
"ต้องแอดมิดนะ เจาะเลือดเช็คไข้เลือดออกด้วย"
"......................"
มาอีกแล้วไง โมเมนต์นี้ คุ้นๆ เหมือนเดจาวู
"ไข้หวัดใหญ่แหง๋" จิตเบื้องลึกพูดกับตัวเอง
*****************************
จะมีใครมั้ย ที่เป็น "ไข้หวัดใหญ่" ซ้ำ 2 ครั้งในชีวิต
เสียงคุณหมอสุดหล่อพูด หลังจากอ่านผลการตรวจเลือด
ว่า "สงสัยคงจะเป็นไข้หวัดใหญ่มากกว่าน่ะครับ"
******************************
P.S. ตอนนอนให้น้ำเกลืออยู่ ร.พ. คนดูแลบอกว่า เพิ่งเห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์วัคซีน "ไข้หวัดใหญ่" ราคา 600 บาท/เข็ม !!!
P.S.II นนทเวชแพงโคตรอ่ะ ห้องเดี่ยว คืนละ 2400 บาท และค่าพยาบาลพิเศษอีก 800 บาท รวม 3200 บาท!!!
P.S.III ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 9 พันกว่าบาท สำหรับการนอนห้องเดี่ยว 1 คืน, การตรวจรักษา และยาปฏิชีวนะ
|
||||
|
|